เมื่อโลกของเรา เป็นคนละใบเดียวกัน “โลกซึมเศร้า” ซิงเกิ้ลแรกจาก Cinematic

1.4K View

KOR NOTAPOL


Band : Cinematic

Vocal : สาครินทร์ สุธรรมสมัย (คริน)

Guitar : พณพงศ์ เพิ่มพูล (ท๊อป)

Bass : สหัสชา ต. แสงจันทร์ (ไปป์)


หนึ่งความรู้สึกที่เก็บอยู่ข้างใน มีเพียงตัวคุณเองที่รู้ว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร? ไม่มีใครรับรู้ได้ว่าจุดที่เศร้าที่สุดของแต่คนอยู่ตรงไหน เพราะเรื่องที่ทำให้คุณเสียน้ำตา อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กันก็ได้ เหมือนที่ Cinematic ศิลปินใหม่ล่าสุดจาก Spicydisc ให้คำนิยามเอาไว้ว่า ‘เมื่อโลกของเรา เป็นคนละใบเดียวกัน’ จริงอยู่ที่เราทุกคนอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่โลกของความรู้สึกที่แต่ละคนแบกไว้ไม่มีใครรับรู้ได้ทั้งนั้นว่าเรื่องราวในโลกใบนั้นเป็นอย่างไร และหากจะต้องมาอธิบายให้คนทั้งโลกได้รับฟังคงกินเวลาไปหลายสิบปี ในขณะที่เพลงๆ นี้ สามารถอธิบายความเจ็บปวดได้ดีกว่าการพูดเสียเหลือเกิน ขณะที่เราฟังเพลงของพวกเขาอยู่ ขนที่แขนก็พร้อมใจกันลุกซู่อย่างต่อเนื่องจนเพลงจบ...


“โลกซึมเศร้า” ของ Cinematic

คริน : เพลงนี้แต่งขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงช่วงเวลา และอารมณ์ของความเศร้า พวกเราเปรียบเทียบว่าเวลาที่คนเราเศร้าจะมีโลกใบนี้ขึ้นมา โลกที่มองรอบตัวก็จะมีความเศร้าอยู่ตลอดเวลา จนกลายมาเป็นคำพูดที่ว่า “เมื่อโลกของเรา เป็นคนละใบเดียวกัน” ชื่อเพลงเรานำเสนอในความรู้สึกและช่วงเวลานั้น อาจจะไปพ้องเสียงกับอาการของ ‘โรคซึมเศร้า’ อันนี้อาจจะไม่ได้เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรก แต่ก็มีความเชื่อมโยงกันอยู่ว่า คนที่อยู่ในภาวะนี้เขาจะมีความเศร้าที่มากและรุนแรงกว่าคนทั่วไป

สมาชิกในวงเองที่เคยคุยกัน มานั่งถามกันว่าเวลาที่เราเศร้านี่เราเศร้าอยู่ในระดับไหน มันรุนแรงขนาดไหน ก็เลยออกมาเป็นลักษณะของในเพลงนี้

ท๊อป : จริงๆ ผมก็เศร้าเหมือนกับเพลงนั่นแหละ มันมีทั้งความหวาน ความสวย ความน้อย ความมาก ความโกลาหล ความยุ่งเหยิง 

คริน : ซึ่งเราเชื่อว่าคนที่เศร้าแบบนี้ยังมีอีกหลายคน

คริน (Vocal)



เพราะความรู้สึกพวกนี้เลยทำให้เกิดช่วงโซโลกีตาร์แบบที่เราได้ยินกันใช่ไหม?

ท๊อป : มันก็ใช่ครับ จะเป็นหลายๆ ความรู้สึกรวมกัน แล้วรวมมาเป็นไลน์กีตาร์นี้ มันตอบโจทย์อารมณ์ของเราว่า ‘เออ อย่างนี้แหละ ถ้าจะให้เราพูดอะไรออกมามันก็จะเป็นประมาณนี้’ เสียงมันมีความหมายมากนะครับ เป็นเหมือนคำๆ หนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกเรียบเรียงมาเป็นประโยค 


แสดงว่าเพลงนี้ทำมาเพื่อคนเศร้าโดยเฉพาะ?

ไปป์ : ผมว่าทุกคนมีความเศร้า ไม่มีใครอารมณ์ดีได้ทั้งวัน แล้วความเศร้าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เพลงนี้ก็เหมือนกันครับ โดยรวมจะเป็นความหมายปลายเปิด เพราะทุกคนจะมีเรื่องเศร้าที่ต่างกัน เน้นเป็นอารมณ์ของคนที่อยู่ในภาวะของความเศร้าที่ต้องการระบายออกมา 

ท๊อป : เรื่องการตีความของแต่ละคนผมว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เพราะไม่ค่อยมีใครแสดงความเศร้าให้คนอื่นเห็นได้ง่ายๆ 

คริน : ทุกคนคงจะไปเศร้ากันในพื้นที่ที่ปลอดภัยมากกว่าบอกให้ใครต่อใครรู้ ทำให้บางทีคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ทันสังเกตหรอกว่าเรากำลังเศร้าหรือเสียใจ 


ท๊อป (Guitar)


จัดระดับความเศร้าของเพลงนี้ให้หน่อย (จากระดับ 1-10)

คริน :  เอาไป 10 เลยครับ

ไปป์ : เพลงนี้จะค่อยๆ ไต่ Mood ไปตั้งแต่ 1 จนถึง 10 ครับ ถ้าฟังเพลงแล้วไม่ค่อยอิน การดูภาพ ดู MV ก็จะช่วยได้  

คริน : หรือเราจะลดเหลือ 9 ดีมั้ย? จะมีบางมุมที่ยังไม่ได้บอกใครนะ (หัวเราะ)  

ท๊อป : ถ้ามันมากกว่านั้นคือพี่ต้องตายแล้วแหละ (หัวเราะ) ก็คงไประดับ 11 และมันคงไม่อยู่ 1-10 แล้วพี่ (หัวเราะ)


ดูแล้วพวกคุณเป็นวงดนตรีที่สนิทกันมาก มาร่วมงานกันได้ยังไง?

คริน : เล่าเป็นไทม์ไลน์คร่าวๆ นะครับ เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมได้มาทำงานที่เดียวกับท๊อป หลังจากที่ผมหยุดทำเพลงไปก็รู้สึกว่าอยากจะทำเพลงใหม่และวงดนตรีใหม่ ซึ่งท๊อปเองเคยทำวงเหมือนกัน ก็เลยคุยกันกับท็อปให้เขามาช่วยทำเพลง แต่คุยไปคุยมาดันถูกคอ 

ท๊อป : เขามาจีบผมครับ

คริน : ใช่เลย คนนี้เขาอยู่เฉยๆ คนก็เข้าหาเขาเยอะ ตอนนั้นเขาฮอตมาก คือผมรู้สึกว่าท๊อปมีสิ่งที่ผมไม่มี แล้วผมก็มีสิ่งที่ท๊อปไม่มี พอได้ทำงานร่วมกันแล้วมันลงตัวมาก มีการให้เกียรติและไว้เนื้อเชื่อใจกัน แล้วมาเติมเต็มในส่วนสำคัญ ที่ทำให้ความสมบูรณ์ในเพลงมันมีเพิ่มมากขึ้น  เราก็ทำงานร่วมกันมาเรื่อยๆ มีการปรับเปลี่ยนสมาชิกในวงนิดหน่อย เพราะตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยลงตัว พอ 2 ปีหลังมาเจอกับไปป์ เขาเป็นเพื่อนสนิทกับท็อป มันนิสัยเหมือนเหมือนกันนั่นแหละ และเล่นดนตรีด้วยกันมานานแล้ว ความรู้สึกผมเหมือนตอนเจอท๊อปเลย ไปป์มีในสิ่งที่เราขาดอยู่ หลังจากนั้นมาก็ทำเพลงด้วยกันมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น Cinematic แบบทุกวันนี้ครับ

ท๊อป : ก่อนหน้านี้ผมก็เล่นให้กับหลายๆ วงอยู่ ผมว่าเป็นช่วงโอกาสและเวลาที่เหมาะสมมากกว่า เลย ได้มาร่วมงานกันกับ Cinematic สำหรับผมแล้ว ผมไม่แน่ใจว่ามันจะมีวงดนตรีวงไหนที่พูดคุยกันแบบลึกลงไป ทุกเรื่องขนาดนี้ไหม

คริน : ผมเคยมีวงดนตรีในอุดมคติที่ผมฝันถึงตั้งแต่เด็กมาตลอด ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าผมจะเจอ คือกับวงนี้แหละ เหมือนที่ท๊อปพูดเลยว่าไม่รู้ว่าจะคุยได้ลึกอะไรซะขนาดนั้นกับทุกๆ เรื่อง ลึกซึ้งแบบ มันทำให้รู้จักกันในแนวดิ่งเยอะมากขึ้นมากๆ แล้วมันมีผลกับการทำงาน ผมมองว่ามันจะถึงจุดที่เรามองหน้ากันแล้วแบบไม่ต้องพูดอะไรกันแล้วแล้วเข้าใจกัน

ไปป์ : สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจมาทำงานกับวง Cinematic เพราะผมชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้าที่จะตอบตกลงมาเป็นสมาชิกในวงผมก็เข้ามาช่วยงานในส่วนอื่นๆ อยู่แล้วด้วย แต่เวลามันไม่ประจวบเหมาะกัน ผมไม่สามารถแยกตัวเองได้ ก็เลยยังไม่ได้เป็นสมาชิกวง แต่พอได้มาคุยกันอีกรอบ ก็บังเอิญว่าเวลามันลงตัวเลยได้มาเล่นด้วยกัน พูดตรงๆ ว่าเหมือนได้กลับมาเล่นดนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพราะงานประจำที่ผมทำอยู่แทบจะไม่ได้จับส่วนนี้เลย คือผมทำงานเกี่ยวกับด้านดนตรี แต่ไม่ได้เล่นเอง การทำงานก็ยังทำ Production เพลง MV ต่างๆ หรือเป็นดีเจเปิดเพลง ทั้งหมดทุกอย่างเกี่ยวกับดนตรี แต่ว่าไม่ใช่คนเล่นดนตรี จับเบสครั้งสุดท้ายนับไป 10 ปีได้ครับที่ไม่ได้จับเบสเลย


ไปป์ (Bass)


ถือว่าเป็นวงดนตรีที่ครบเครื่องมากๆ เพราะพวกคุณทำ Music video เพลงนี้กันเองด้วย

คริน : ไปป์คือหัวเรือใหญ่ในการทำ MV นี้เลยครับ

ไปป์ : ถึงผมจะได้รับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำ MV แต่เนื้อเรื่องทุกอย่างผมจะถามความคิดเห็นของสมาชิกในวงเป็นหลัก ถามเพื่อขอความเห็นจากทุกคนมาตลอด จนมาถึงกระบวนการที่เราจะปล่อยเพลงกันอยู่แล้วก็ยังถามกันอยู่ คือสุดท้ายแล้วทุกคนในวงจะต้องชอบ ไม่ใช่ผมชอบแค่คนเดียว เพียงแต่ว่าทุกคนให้เกียรติผมในการนำ ให้ผมตัดสินใจก่อน แต่ถ้ามีอะไรที่ผมรู้สึกว่ามันน่าจะส่งเสริมกันผมก็จะเอาออกมาพูดกับทุกคนตรงๆ ผมเป็นคนคิดโครงเรื่องออกมาทั้งหมด แต่ก็ยังจะปรึกษาทั้งสองคนนี้มากๆ เพื่อที่จะรู้ว่าสิ่งที่ผมคิดออกมามันสัมพันธ์กันกับเพลงไหม โจทย์ระหว่างเพลงกับภาพมันสัมพันธ์กันจริงๆ หรือเปล่า มันรู้สึกจริงหรือเปล่ามันทำให้เพลงนี้ไปถึงคนฟังจริงๆ ไหม ในแบบที่ผมอยากจะนำเสนอ

คริน : ซึ่งก็ทำให้ย้อนกลับมามองใน Concept ของวงว่าทุกๆ อย่างของวง Cinematic จะต้องมีทั้ง 3 รสนิยมของทั้ง 3 คน มากน้อยแล้วแต่ชิ้นงาน แต่จะเป็นรสนิยมของใครคนใดคนหนึ่งนำเกินไปไม่ได้


ทำไมต้องเป็นผู้หญิงผมสีส้ม

ไปป์ : อันนี้เป็นไอเดียของพี่คริน และผมเห็นด้วยมากๆ เพราะถ้าเราเห็นสีผมที่มันดูไม่ปกติ เราก็จะรู้สึกแล้วว่าคนคนนี้ไม่ปกติ ถ้าใช้นักแสดงผมสีดำก็จะดูเฉยๆ แต่พอเห็นว่าเป็นผมสีส้มหรือสีอะไรแปลกๆ มันดูแล้วรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรอยู่ข้างในแน่ๆ เหมือนมันหลุดจากความปกติด้วยสีผมอยู่แล้ว ความน่าดึงดูดก็จะดึงดูดเข้าไปอีก แล้วพอมีไอเดียเรื่องผมสีส้มเข้ามา มันก็เลยทำให้ผมผุดไอเดียของการที่ทำทุกอย่างให้เป็นภาพขาวดำยกเว้นสีผมของเขาด้วย จุดสำคัญก็คืออยากให้ดูแล้วรู้สึกว่าไม่ปกติ แต่จะทางไหนก็ไม่ได้บอกไว้เหมือนกันครับ ต้องตีความกันเอาเอง


แต่ละคนชอบซีนไหนใน MV กันบ้าง?

คริน : ผมชอบซีนแรก ที่ตื่นมาแล้วน้ำตาไหลอยู่หน้ากระจก ผมมองว่าช็อตที่แสดงอารมณ์แรกต้องเอาอยู่เหมือนหมัดแรกน้ำตาไหล มันบอกอารมณ์เลย

ท๊อป : ผมเลือกไม่ได้ ชอบ 2 ช่วงเลย ก็คือช่วงที่นางเอกจมดิ่งลงไปในน้ำ มันสวยมากดูกี่ทีก็ชอบ อีกช่วงนึงที่ชอบ คือช่วง Outro ของเพลง ทุกอย่างมันดูโกลาหลมากและภาพที่ไปป์ทำออกมามันช่างเหมือนกับในหัวเรามาก เวลาเราเละเทะมากๆ มันเป็นอย่างนั้นเลย บางเวลาที่เรารู้สึกเห็นภาพแบบนี้ในหัวเราก็อยากให้คนอื่น มองเห็นเหมือนเราบ้าง ซึ่งไปป์ทำออกมาได้ดีมากเลยครับ

ไปป์ : อันดับแรกเลยโชคดีที่ผมได้ เจส (เจสสิกา ภาสะพันธุ์) มาเล่นให้ เพราะผมไม่ใช่คนที่ทำ MV เป็นเรื่องราวมาก ไม่ได้เล่าเรื่องขนาดนั้น แต่ผมอยากได้คนที่สามารถแสดงอารมณ์มากๆ ซึ่งเจสทำให้ได้จริงๆ ส่วนซีนที่ชอบเป็นซีนตอน Outro ครับ ถ้าสังเกตดีๆ ตั้งแต่ต้นจนก่อนถึงท่อนนี้ จะรู้สึกว่าผมพยายามอั้น ให้อารมณ์เหมือนกับว่าคนเราที่มันเสียใจมาตลอดจนถึงจุดหนึ่งแล้วอารณ์มันระเบิด คือจุดสำคัญที่ผมอยากจะสื่อ เพราะคนเราระเบิดแล้วมันไม่ใช่แค่ร้องไห้ มันหลุดไปหมด หัวเราะ ยิ้ม ผมเองก็ตั้งใจเล่าเรื่องแบบนี้แหละ จากเบาที่สุด ไปจนถึงหนักที่สุด แล้วตัดภาพไปเลย

  คริน : ใจร้ายว่ะ (หัวเราะ)


กว่าจะมาเป็นเพลง “โลกซึมเศร้า” ใช้เวลานานแค่ไหน

ท๊อป : ผมเบื่อมันไปหลายรอบ และผมก็ไม่ชอบมันไปหลายรอบแล้วเหมือนกัน

คริน : ใช่แล้ว คำนี้เลย เบื่อไปหลาบรอบ ไม่ชอบไปหลายรอบ แล้วก็ชอบมันไปก็หลายรอบเหมือนกัน

ท๊อป : เหมือนเราเห็นเด็กกำลังโต เห็นตั้งแต่เขายังเป็นฝุ่นอยู่เลยครับ จนมันมาเป็น MV ใช้เวลาประมาณ 3 ปีถ้ามีขาก็เดินได้แล้ว


สิ่งที่ยากที่สุดในการทำเพลงนี้คืออะไร

Cinematic : การรอคอย...  
ท๊อป : มันคือเรื่องยากที่สุดสำหรับผมแล้วในการทำจิตใจให้สงบนิ่งเพื่อรอคอยที่จะปล่อยเพลงนี้ออกไป 

ไปป์ : ทุกอย่างมันมีขั้นตอน การทำเพลงไม่ใช่ว่าทำเสร็จแล้วเราจะปล่อยได้เลย กว่าจะทำให้เพลงสมบูรณ์พร้อมให้ทุกคนได้ฟังมันใช้เวลาพอสมควรครับ


สุดท้ายแล้วขอกำลังใจให้กับคนที่ยังอยู่ในโลกของความเศร้า

คริน : ความเศร้าคือสิ่งที่สวยงามครับ ถ้าเราใช้ให้เป็น งานศิลปะหลายๆ งานบนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความสุขแค่เพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหลายผลงานที่เกิดขึ้นมาเพราะความเศร้า เพราะฉะนั้นความเศร้าไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย ความเศร้ามันสวยงาม แค่เราใช้ให้เป็น อย่าตกเป็นทาสของมันแค่นั้น

ท๊อป : ผมว่าความเศร้ามีคุณค่านะ เศร้ามากก็มักจะเกิดจากการที่เราเคยสุขมาก บางครั้งความเศร้ามันสามารถทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนละคนได้ ก็ถือว่าเป็นข้อดีในรูปแบบหนึ่ง

ไปป์ : ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตต้องเราเดินต่อไปครับ ต่อให้เจอเรื่องอะไรมาก็ตาม ต่อให้เราเป็นหนักสุดๆ เลย ในเรื่องอะไรก็ตามแต่ แต่พอวันรุ่งขึ้น เราก็ต้องเดินต่อไป





0 comments
or